เลือกกินดี…หัวใจดี

ผลสำรวจขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า โรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลก ในปีพ.ศ.2558 พบว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดกว่า 17.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 31 ของการเสียชีวิตทั้งหมด สำหรับประเทศไทยโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็ง และมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี

ถือได้ว่าโรคหัวใจเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญมากทั้งระดับโลกและระดับประเทศ ในโอกาสวันหัวใจโลก (29 ก.ย.) สมาพันธ์หัว ใจโลก และ ฟิลิปส์ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมดูแลสุขภาพและพันธมิตรหลักของสมาพันธ์ฯ ร่วมรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของโรคหัวใจ พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงและวิธีการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง
ปัจจุบันโรคหัวใจไม่ได้เป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุ ผลสำรวจพบว่า 1 ใน 10 ของคนอายุระหว่าง 30-70 ปี มีสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด และสถิติขององค์การอนามัยโลกพบว่า ปัจจุบันร้อยละ 39 ของผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีภาวะน้ำหนักเกิน และร้อยละ 13 ของคนเหล่านั้นเป็นโรคเบาหวาน ขณะที่ผลสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า เด็กไทยวัยประถมร้อยละ 66 มีภาวะไขมันในเลือดสูง และร้อยละ 20 มีภาวะอ้วน ซึ่งภาวะดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้นในอนาคต ส่งผลให้คาดการณ์ว่าผู้ป่วยโรคหัวใจจะเพิ่มมากขึ้นและมีอายุน้อยลง โดยสาเหตุหลักเกิดจากพฤติกรรมที่นิยมกินอาหารสำเร็จรูป อาหารจั๊งค์ฟู้ด อาหารรสหวาน มัน เค็ม จัด หรืออาหารที่มีปริมาณแคลอรี ไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง จึงก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันสูง น้ำตาลในเลือดสูง และเบาหวาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
ศ.เดวิด วู้ด ประธานสมาพันธ์หัวใจโลก กล่าวว่า ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาสาเหตุหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก เกิดจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนยุคปัจจุบัน ที่มีการสูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้น การนิยมกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และออกกำลังกายที่น้อยลง ไลฟ์สไตล์เหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพ และการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในสมอง แนวทางง่าย ๆ สำหรับลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจคือ งดการสูบบุหรี่ กินอาหารที่มีประโยชน์ โดยกินผักและผลไม้ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม อาหารแปรรูป และอาหารสำเร็จรูป หมั่นออกกำลังกาย เพียงเท่านี้ ก็จะมีสุขภาพที่ดี และลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth

Recommended Reading